POST
TOPIC
CONTENT
ACTIONS
11
เอ็นไขว้หน้าขาด: ไม่ใช่นักกีฬา? คุณก็เสี่ยง!
อุบัติเหตุเอ็นไขว้หน้า ไม่ได้เกิดกับแค่นักกีฬาเสมอไป! 🦵 หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการบาดเจ็บรุนแรงอย่างเอ็นไขว้หน้าขาดนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และมักจะเกิดกับผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ชีวิตประจำวันก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

สถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า:
• ก้าวพลาดบันได หรือสะดุดล้มขณะเดินปกติ
• บิดเข่าผิดท่าระหว่างทำกิจกรรมทั่วไป
• เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เช่น รถล้มหรือหกล้มในบ้าน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เอ็นไขว้หน้าเกิดการฉีกขาดหรือบาดเจ็บได้ แม้ไม่ได้เป็นนักกีฬา การลงน้ำหนักผิดท่า การบิดตัวอย่างรุนแรง หรือการกระแทกโดยตรงที่เข่า ก็สามารถส่งผลร้ายแรงต่อข้อเข่าได้โดยไม่ทันตั้งตัว

สัญญาณสำคัญที่คุณควรสังเกตเมื่อเกิดการบาดเจ็บที่ข้อเข่า:
• มีเสียง "ป๊อบ" ดังขึ้นขณะบาดเจ็บ
• รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงและมีอาการบวมทันที
• ไม่สามารถลงน้ำหนักที่เข่าได้ หรือรู้สึกว่าเข่าหลวมไม่มั่นคง

การละเลยอาการเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาเรื้อรัง เช่น เข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ ⚠️ การรับรู้และเข้าใจถึงความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือทำกิจกรรมอะไรอยู่ การดูแลและระมัดระวังข้อเข่าอยู่เสมอเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ อย่ารอจนกระทั่งอาการรุนแรง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
12
เอ็นไขว้หน้าขาด: สัญญาณอันตรายที่คุณต้องรู้ ก่อนสายเกินแก้!
เสียง "เป๊าะ" ที่เข่า หรืออาการผิดปกติที่ไม่ควรมองข้าม อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเอ็นไขว้หน้าขาด ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของข้อเข่าและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การรับรู้สัญญาณเหล่านี้อย่างทันท่วงทีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

เอ็นไขว้หน้า (Anterior Cruciate Ligament: ACL) เป็นหนึ่งในเอ็นหลักที่ทำหน้าที่เชื่อมกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งเข้าด้วยกัน มีบทบาทสำคัญในการให้ความมั่นคงแก่ข้อเข่า หากเอ็นนี้ได้รับบาดเจ็บจนขาด จะส่งผลให้เข่าไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำซ้อน
นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดที่ควรสังเกต:

• เสียง "เป๊าะ" หรือ "กร๊อบ" ดังขึ้นที่เข่าขณะเกิดการบาดเจ็บ สัญญาณนี้มักเป็นสิ่งแรกที่ผู้บาดเจ็บรู้สึกได้และเป็นตัวบ่งชี้ถึงการฉีกขาดของเอ็น
• อาการปวดรุนแรงและเฉียบพลันทันทีหลังเกิดการบาดเจ็บ ความปวดมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนไม่สามารถลงน้ำหนักที่ขาข้างนั้นได้
• เข่าบวมอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากการมีเลือดออกภายในข้อเข่า
• รู้สึกเข่าหลวม ไม่มั่นคง หรือเข่าทรุดเมื่อพยายามลงน้ำหนัก หรือขณะเคลื่อนไหว เข่าจะรู้สึกเหมือนจะหลุดออกจากกัน
• ไม่สามารถขยับเข่าได้สุด หรือรู้สึกติดขัด ข้อเข่าอาจอยู่ในตำแหน่งที่งอได้ไม่สุด หรือเหยียดได้ไม่เต็มที่

หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บที่เข่า ไม่ว่าจะเป็นจากการเล่นกีฬา การล้ม หรืออุบัติเหตุ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด การวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำจะนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการผ่าตัดและกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการใช้งานของข้อเข่าให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด การละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้ อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรและข้อเข่าไม่มั่นคงเรื้อรังได้

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
13
กระดูกหักง่ายไม่ใช่เรื่องปกติ! เช็กสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
อย่ารอให้กระดูกหักถึงจะรู้ว่าเปราะบาง! 💡 ความจริงคือกระดูกของเราสามารถอ่อนแอลงได้ง่ายกว่าที่คุณคิด และนี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อปกป้องตัวเอง

หลายคนเข้าใจว่ากระดูกแข็งแรงอยู่เสมอ แต่ความจริงคือ กระดูกของเราสามารถเสื่อมสภาพและเปราะบางลงได้ตามกาลเวลาและปัจจัยอื่นๆ ภาวะที่พบได้บ่อยคือ "โรคกระดูกพรุน" ซึ่งทำให้เนื้อกระดูกบางลง ความหนาแน่นลดลง ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับแรงกระแทกเบาๆ จนเกิดการหักได้ง่าย

สาเหตุหลักที่ทำให้กระดูกเปราะบางและหักง่ายมีหลายประการ:
• อายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น การสร้างและซ่อมแซมกระดูกจะลดลง
• การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ส่งผลต่อการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว
• การขาดสารอาหาร: การได้รับแคลเซียมและวิตามิน D ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน
• พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การขาดการออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การสูบบุหรี่
• โรคประจำตัวและยาบางชนิด: โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์หรือการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

สัญญาณเตือนของภาวะกระดูกพรุนมักไม่ชัดเจน จนกระทั่งเกิดการหักขึ้น การหักที่พบบ่อยคือบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเจ็บปวดเรื้อรัง การเคลื่อนไหวที่จำกัด และคุณภาพชีวิตที่ลดลง

แนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง:
• รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง: เช่น นม โยเกิร์ต ชีส ผักใบเขียวเข้ม ปลาเล็กปลาน้อย 🍎
• รับวิตามิน D อย่างเพียงพอ: จากแสงแดดอ่อนๆ หรืออาหารเสริมตามคำแนะนำแพทย์ ☀️
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การเดิน วิ่งเหยาะๆ หรือยกน้ำหนักเบาๆ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก
• หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และหยุดสูบบุหรี่
• ตรวจสุขภาพกระดูก: โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry)

การดูแลสุขภาพกระดูกตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ อย่ารอให้เกิดการหักก่อนแล้วจึงเริ่มดูแล เพราะกระดูกที่แข็งแรงคือรากฐานของชีวิตที่มีคุณภาพ และพลังในการขับเคลื่อนทุกวัน 💪

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
14
หมอนรองกระดูกปลิ้นในวัยใส: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม!
เรามักมองว่าภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เราพบเห็นผู้ป่วยวัยหนุ่มสาว รวมถึงนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเผชิญกับอาการปวดหลังร้าวลงขา ชา อ่อนแรง หรือถึงขั้นเดินลำบาก ซึ่งเป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกปลิ้นในวัยที่ยังไม่ควรเป็น

สาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดกับคนอายุน้อยมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตยุคใหม่:

• **พฤติกรรมการนั่งนาน**: การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือการเล่นเกมเป็นเวลานานติดต่อกัน โดยเฉพาะในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น นั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง ทำให้กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกต้องรับภาระหนักอย่างต่อเนื่อง

• **การขาดการออกกำลังกาย**: กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (core muscles) ซึ่งทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลังอ่อนแอลง ทำให้หมอนรองกระดูกต้องทำงานหนักเกินไปและเสี่ยงต่อการเสื่อมและปลิ้นได้ง่าย

• **การยกของหนักผิดวิธี**: การยกของหนักโดยไม่ใช้กล้ามเนื้อขาช่วยรับน้ำหนัก แต่กลับใช้หลังงอตัวยก ทำให้เกิดแรงกดมหาศาลต่อหมอนรองกระดูก

• **การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต**: การก้มคอเป็นเวลานานขณะใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ สร้างแรงกดมหาศาลต่อหมอนรองกระดูกบริเวณคอ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกคอปลิ้นได้เช่นกัน

เมื่อหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาท อาการปวดจะรุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ไม่เพียงแค่การใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังรวมถึงการเรียน การทำงาน และกิจกรรมที่ชื่นชอบ การละเลยหรือไม่สนใจอาการเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเรื้อรัง

การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนอายุน้อยทุกคน:

• ปรับเปลี่ยนท่าทางการนั่ง ยืน และเดินให้ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยา
• ลุกขึ้นยืดเหยียด หรือเดินบ้างทุกๆ 1-2 ชั่วโมง หากต้องนั่งทำงานนาน
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
• เรียนรู้วิธีการยกของหนักที่ถูกต้อง เพื่อลดภาระต่อกระดูกสันหลัง
• จำกัดเวลาการใช้สมาร์ทโฟน หรือปรับระดับสายตาให้เหมาะสม ไม่ก้มคอมากเกินไป

สุขภาพกระดูกสันหลังที่ดีไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพในทุกช่วงวัย การดูแลและป้องกันตั้งแต่อายุน้อยจะช่วยให้เราห่างไกลจากปัญหาหมอนรองกระดูกปลิ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ 🤸‍♂️

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
15
ข้อเท้าแพลง: 5 สัญญาณอันตรายที่คุณต้องรีบพบแพทย์!
บ่อยครั้งที่เรามองข้ามหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดที่รองรับน้ำหนักตัวเราในทุกย่างก้าว นั่นคือ 'ข้อเท้า' 🚶‍♂️ ข้อเท้าไม่ใช่แค่ส่วนเชื่อมต่อระหว่างขาและเท้า แต่เป็นจุดศูนย์กลางของการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบไปด้วยกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ

ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของข้อเท้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินไปจนถึงการวิ่ง การกระโดด และการยืน ทว่าด้วยโครงสร้างที่ต้องรับแรงกระแทกและน้ำหนักตลอดเวลา ข้อเท้าจึงเป็นหนึ่งในข้อต่อที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพลิก ข้อเท้าแพลง หรืออาการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก

การดูแลข้อเท้าให้แข็งแรงและใช้งานได้ดีอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม แนวทางง่ายๆ ในการดูแลข้อเท้าให้ห่างไกลจากการบาดเจ็บ:

• **อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย:** ช่วยเตรียมกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อเท้าให้พร้อมใช้งาน ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
• **เสริมสร้างความแข็งแรง:** ฝึกบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าด้วยท่าทางง่ายๆ เช่น การเขย่งปลายเท้า การเดินบนส้นเท้า หรือการทรงตัวบนขาเดียว เพื่อเพิ่มความมั่นคง
• **เลือกสวมรองเท้าที่เหมาะสม:** รองเท้าที่รองรับและกระชับข้อเท้าอย่างถูกต้อง มีพื้นรองรับแรงกระแทกที่ดี จะช่วยลดแรงกดและเพิ่มความปลอดภัยในการเคลื่อนไหว
• **ยืดเหยียดเป็นประจำ:** เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อเท้าและกล้ามเนื้อน่อง ลดอาการตึงเครียดและช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น

ข้อเท้าที่แข็งแรงและได้รับการดูแลอย่างดี คือรากฐานสำคัญของการเคลื่อนไหวที่อิสระและชีวิตที่ปราศจากความเจ็บปวด อย่าละเลยการดูแลส่วนนี้ เพราะมันคือเสาหลักที่พาเราก้าวไปข้างหน้าในทุกวัน 💪

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
16
เช็กอาการป่วยออนไลน์: รู้ทัน 'โรคกูเกิล' ก่อนทำร้ายใจ
ในยุคที่ข้อมูลสุขภาพเข้าถึงง่ายเพียงปลายนิ้ว 📱 การ 'เช็กอาการป่วยออนไลน์' กลายเป็นพฤติกรรมที่เราคุ้นเคย แต่บ่อยครั้งมันกลับนำไปสู่ความกังวลที่ไม่จำเป็น หรือที่เรียกว่า 'ภาวะไซเบอร์คอนเดรีย' (Cyberchondria) 😟

ภาวะไซเบอร์คอนเดรีย คือการที่บุคคลนั้นมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพมากเกินไป หลังจากค้นหาข้อมูลอาการป่วยจากอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดความเครียด ความหวาดกลัว และบางครั้งก็หลงเชื่อว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรงตามที่อ่านเจอ อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งจริง เท็จ และเกินจริง การอ่านบทความหรือฟอรัมต่างๆ อาจทำให้ตีความอาการปกติไปสู่โรคร้ายแรงได้ง่าย และวนเวียนอยู่กับการค้นหาข้อมูลไม่รู้จบ

ผลกระทบจากการค้นหาอาการป่วยออนไลน์จนหลอนมีหลายด้าน
• เพิ่มความเครียดและความวิตกกังวล: ยิ่งค้น ยิ่งอ่าน ยิ่งกังวล ทำให้สุขภาพจิตแย่ลง
• การวินิจฉัยผิดพลาดด้วยตัวเอง: ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด เช่น กินยาที่ไม่จำเป็น หรือละเลยอาการที่แท้จริง
• ความสัมพันธ์ตึงเครียด: ความกังวลที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อคนรอบข้าง
• การลังเลที่จะไปพบแพทย์: เพราะเชื่อในสิ่งที่ค้นเจอ หรือกลัวการตรวจวินิจฉัยจริง

ทางออกที่ดีที่สุดเมื่อรู้สึกไม่สบายคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แพทย์มีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่จะวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำ และให้คำแนะนำที่ถูกต้อง 👨‍⚕️ หากต้องการค้นหาข้อมูลออนไลน์ ควรเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของโรงพยาบาล สถาบันการแพทย์ หรือหน่วยงานสาธารณสุขที่มีชื่อเสียง กำหนดเวลาในการค้นหาข้อมูล และพยายามไม่จมอยู่กับมันมากเกินไป

การดูแลสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากการรับฟังร่างกายตัวเอง และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในการแสวงหาข้อมูลและการรักษาที่เหมาะสม พลังของการวินิจฉัยที่แม่นยำ ยังคงอยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเสมอ

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
17
ลูกอ้วนน่ารัก...จริงหรือ? สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ต้องจับตา!
เมื่อพูดถึง 'เด็กอ้วน' หลายคนอาจมองว่าเป็นความน่ารัก น่ากอด ด้วยแก้มยุ้ยๆ และผิวพรรณที่อวบอิ่ม 😊 แต่ในมุมมองทางการแพทย์และโภชนาการ น้ำหนักเกินในวัยเด็กนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าความน่ารักที่เห็น

ความเป็นจริงคือ น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์มาตรฐานสำหรับเด็ก ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องรูปร่างภายนอก แต่มันคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว การที่เด็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายประการเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

• ความเสี่ยงต่อโรคอ้วนในวัยผู้ใหญ่
• โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่อายุน้อย
• ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ
• ปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก เนื่องจากต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเกินไป
• ปัญหาด้านพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ เช่น การถูกล้อเลียน หรือขาดความมั่นใจในตนเอง

สิ่งสำคัญคือ พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่า 'ความน่ารัก' กับ 'สุขภาพที่ดี' นั้นเป็นคนละเรื่องกัน การปล่อยให้เด็กมีน้ำหนักเกินเพราะความเอ็นดู อาจส่งผลเสียต่ออนาคตของพวกเขาโดยไม่ตั้งใจ การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามวัยและส่วนสูงของเด็ก คือการสร้างรากฐานสุขภาพที่แข็งแกร่งที่สุดให้พวกเขา

การดูแลเรื่องโภชนาการที่สมดุล และการส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญ ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและรับคำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย ไม่ใช่แค่มีรูปร่างที่ดูน่ารัก

ความน่ารักที่แท้จริงของลูกคือการที่พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุข และมีศักยภาพในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ การเริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่เยาว์วัยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของพวกเขา 👨‍👩‍👧‍👦💪

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
18
ภัยเงียบจาก 'นอนกรน': อันตรายถึงชีวิตที่คุณคาดไม่ถึง!
เสียงกรนที่ดังไม่ใช่แค่สร้างความรำคาญใจให้คนรอบข้าง แต่มันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิต ⚠️ หลายคนมองข้ามอาการนี้ไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการนอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงกรนที่รุนแรงอาจบ่งบอกถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea – OSA) ซึ่งเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดขึ้นเมื่อทางเดินหายใจส่วนบนถูกปิดกั้นชั่วคราวระหว่างการนอน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนี้:

• เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจวาย และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
• ก่อให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว นำไปสู่ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
• เพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่หรือการทำงาน เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอและง่วงซึมตลอดวัน
• เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 และภาวะดื้ออินซูลิน
• คุณภาพชีวิตลดลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

การนอนกรนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ควรละเลย หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการกรนผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการหยุดหายใจเป็นพักๆ หรือตื่นมาพร้อมความรู้สึกไม่สดชื่นและปวดศีรษะ การทำความเข้าใจและประเมินอาการอย่างถูกวิธีคือสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว 🩺 การใส่ใจสัญญาณเตือนเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถป้องกันและจัดการปัญหาสุขภาพได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไป

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
19
อย่าให้มะเร็งเต้านมพรากชีวิต! คัดกรองเชิงรุก แมมโมแกรม+อัลตร้าซาวด์ ลดพิเศษเพียง 1,800 บาท
ชีวิตผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าเศร้าจากโรคมะเร็งเต้านม 🎗️ ซึ่งยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตและสร้างความบอบช้ำให้กับหลายครอบครัว

แต่ข่าวดีคือ มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก กุญแจสำคัญคือการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเสี่ยง

การตรวจแมมโมแกรมร่วมกับการอัลตร้าซาวด์เต้านม ถือเป็นวิธีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการค้นหาความผิดปกติได้อย่างละเอียดและแม่นยำ

เราเข้าใจถึงความสำคัญของการเข้าถึงการตรวจคัดกรองนี้ จึงขอมอบโอกาสพิเศษสำหรับการตรวจแมมโมแกรมและอัลตร้าซาวด์เต้านม ในราคาเพียง 1,800 บาท จากราคาปกติ 2,800 บาท ราคานี้ครอบคลุมค่าแพทย์ และบริการทุกอย่างแล้ว

อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือความประมาท มาพรากคนที่คุณรักไป การลงทุนเพื่อสุขภาพในวันนี้ คือการสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงสำหรับวันข้างหน้า 💖

ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://doctor.bangkokhospitalchanthaburi.com/alldoctor.php
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
20
มือเท้าปาก: รับมืออย่างไรให้ลูกหายไว ป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง
โรค มือ เท้า ปาก เป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความกังวลใจให้กับพ่อแม่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อลูกน้อยมีไข้และตุ่มขึ้นที่ปาก มือ หรือเท้า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างสบายขึ้น

โดยหลักการแล้ว โรค มือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส และยังไม่มีวิธีการรักษาจำเพาะ การดูแลจึงเน้นไปที่การบรรเทาอาการและการประคับประคองเป็นหลัก สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้มีดังนี้

• การลดไข้และบรรเทาอาการปวด ใช้ยาพาราเซตามอลตามปริมาณที่เหมาะสมกับอายุและน้ำหนักของเด็ก 💊 หากมีอาการปวดแผลในปากมาก อาจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อช่วยให้รับประทานอาหารได้ง่ายขึ้น

• ให้ดื่มน้ำและของเหลวให้เพียงพอ เด็กที่มีแผลในปากมักจะเจ็บจนไม่อยากดื่มน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำได้ ควรให้ดื่มน้ำสะอาด น้ำผลไม้เย็นๆ หรือนมจืดเย็นบ่อยๆ 🥤 เพื่อให้ได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ

• เลือกอาหารที่อ่อนนุ่ม รสไม่จัด และไม่ร้อนจัด เพื่อลดการระคายเคืองต่อแผลในปาก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป เต้าหู้ไข่ หรืออาหารบดละเอียด

• การพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสฟื้นตัวและต่อสู้กับเชื้อโรค

• เฝ้าระวังอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากลูกมีไข้สูงต่อเนื่อง ซึมลง อาเจียนบ่อย หายใจหอบ หรือเดินเซ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

การดูแลด้วยความเอาใจใส่และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดคือหัวใจสำคัญในการจัดการกับโรค มือ เท้า ปาก แม้จะเป็นโรคที่หายเองได้ แต่การดูแลอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ลูกน้อยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
แสดง 11 - 20 จาก 103 รายการ
1 2 3 4 ... 11