POST
TOPIC
CONTENT
ACTIONS
51
เจ็บเข่าผิดปกติ: สัญญาณเตือนเอ็นไขว้หน้าขาดที่คุณควรรู้!
หยุดเลื่อนก่อน! 🚨 คุณเคยได้ยินเรื่อง "เอ็นไขว้หน้า" หรือไม่? บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาต้องพักยาวเพราะปัญหานี้ แต่รู้หรือไม่ว่าคนทั่วไปก็เสี่ยงได้ไม่ต่างกัน การบาดเจ็บของเอ็นเส้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับอาชีพการงาน แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตประจำวันด้วย

เอ็นไขว้หน้า หรือ Anterior Cruciate Ligament (ACL) คือเอ็นสำคัญเส้นหนึ่งในหัวเข่า ทำหน้าที่หลักในการสร้างความมั่นคง ช่วยป้องกันการเลื่อนตัวของกระดูกหน้าแข้งไปด้านหน้ามากเกินไป และควบคุมการหมุนของเข่า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นปกติ

การบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้ามักเกิดจากกิจกรรมที่ใช้แรงบิดหมุนที่หัวเข่าอย่างรวดเร็ว หรือการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน เช่น การเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล หรือการกระโดดลงพื้นผิดท่า

เมื่อเกิดการบาดเจ็บ ผู้ป่วยมักรู้สึกถึงเสียง "ป๊อป" หรือ "กร๊อบ" ในเข่าทันที ตามมาด้วยอาการเหล่านี้:
• ปวดอย่างรุนแรงบริเวณหัวเข่า
• มีอาการเข่าบวมขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
• ไม่สามารถลงน้ำหนักได้ หรือรู้สึกเหมือนเข่าจะทรุด
• การเคลื่อนไหวของเข่าจำกัดลง

การวินิจฉัยมักทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับการตรวจร่างกาย และอาจมีการใช้ MRI เพื่อยืนยันความรุนแรง การรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย บางรายอาจทำกายภาพบำบัด แต่ในกรณีที่รุนแรงหรือผู้ที่ต้องการกลับไปเล่นกีฬาอย่างเต็มที่ อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดสร้างเอ็นขึ้นใหม่

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก และฝึกเทคนิคการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง รวมถึงการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายและยืดเหยียดหลังออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักกีฬาเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลรักษาสุขภาพเข่าให้แข็งแรงอยู่เสมอ คือกุญแจสำคัญสู่การใช้ชีวิตอย่างมั่นคงและปราศจากความกังวล

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
52
ท้องเสียไข้สูง: สัญญาณเตือนโรคติดเชื้อรุนแรงที่ห้ามมองข้าม!
อาการท้องเสียร่วมกับไข้สูงและตัวร้อน มักสร้างความกังวลและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมาก 🤒 หลายคนอาจสงสัยว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างไร และสาเหตุหลักมาจากอะไรบ้าง

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อร่างกายประสบกับอาการท้องเสียและมีไข้ ตัวร้อนขึ้นพร้อมกัน มักเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสาเหตุหลักๆ มีดังนี้

• **การติดเชื้อไวรัส**
ไวรัสในกลุ่มโรต้าไวรัส โนโรไวรัส หรืออะดีโนไวรัส มักเป็นสาเหตุหลักของการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และมีไข้ได้ ไวรัสเหล่านี้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสหรือรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด

• **การติดเชื้อแบคทีเรีย**
แบคทีเรียอย่างซัลโมเนลลา อีโคไล หรือแคมปิโลแบคเตอร์ ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่ม ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ ท้องเสียรุนแรง และมีไข้สูง อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน

• **อาหารเป็นพิษ**
ไม่ว่าจะเป็นจากเชื้อโรคหรือสารพิษที่เกิดจากเชื้อโรคในอาหาร ก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียฉับพลัน ปวดท้อง และมีไข้ตามมาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทาน

• **การติดเชื้อปรสิต**
แม้จะพบน้อยกว่า แต่ปรสิตบางชนิด เช่น Giardia lamblia หรือ Entamoeba histolytica ก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังร่วมกับไข้ต่ำๆ และอาการอื่นๆ ได้เช่นกัน 🤢

อาการท้องเสียและไข้มักเกิดขึ้นพร้อมกันเนื่องจากร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบและเพิ่มอุณหภูมิ (ไข้) เพื่อกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้น 🌡️ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและทำความเข้าใจสาเหตุ จะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องและทราบเวลาที่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว อาการท้องเสียร่วมกับไข้สูงมักเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและจัดการอย่างถูกวิธีเพื่อบรรเทาอาการและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว 💪

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
53
ฮอร์โมนรวนแก้ไม่ตก? ต้นตออาจอยู่ที่จุลินทรีย์ในลำไส้!
เมื่อฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนบ่อยครั้ง จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต คุณอาจไม่เคยรู้ว่ารากฐานของปัญหานั้น ไม่ได้อยู่ที่ต่อมไร้ท่อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ลึกลงไปในลำไส้ของคุณ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม 🤔

จุลินทรีย์ในลำไส้ หรือที่เราเรียกกันว่า Gut Microbiome ไม่ได้มีผลแค่กับการย่อยอาหาร แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างและควบคุมฮอร์โมนทั่วร่างกาย ✨ หากจุลินทรีย์ดีและร้ายในลำไส้เสียสมดุล หรือเกิดภาวะ Dysbiosis มันจะส่งผลกระทบต่อการผลิต การเผาผลาญ และการขับฮอร์โมนหลายชนิดออกไปจากร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ

**ความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างลำไส้และฮอร์โมน:**
• **ฮอร์โมนเอสโตรเจน:** จุลินทรีย์บางชนิดในลำไส้ หรือที่เรียกว่า Estrobolome มีหน้าที่ในการควบคุมการหมุนเวียนของเอสโตรเจน หากจุลินทรีย์กลุ่มนี้เสียสมดุล อาจทำให้ระดับเอสโตรเจนสูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งนำไปสู่ปัญหาประจำเดือนแปรปรวน หรือภาวะ PMS
• **ฮอร์โมนไทรอยด์:** สุขภาพลำไส้มีผลต่อการเปลี่ยนฮอร์โมนไทรอยด์ชนิด T4 ที่ไม่ทำงาน ให้เป็น T3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทำงานได้ นอกจากนี้ ภาวะลำไส้รั่ว (Leaky Gut) ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตัวเองที่ส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ได้
• **ฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด):** ลำไส้และสมองเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดผ่านแกนลำไส้-สมอง (Gut-Brain Axis) เมื่อลำไส้ไม่สมบูรณ์ การส่งสัญญาณประสาทและการตอบสนองต่อความเครียดก็ผิดปกติ ส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้นและนำไปสู่ปัญหาต่างๆ

**ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:**
เมื่อฮอร์โมนรวนจากภาวะลำไส้เสียสมดุล คุณอาจพบอาการหลากหลาย ตั้งแต่อารมณ์แปรปรวน นอนไม่หลับ น้ำหนักขึ้นง่าย ท้องอืด ผิวพรรณไม่สดใส ไปจนถึงปัญหาเรื้อรังที่ซับซ้อนกว่านั้น

**แนวทางการดูแลลำไส้เพื่อสมดุลฮอร์โมน 💡:**
การฟื้นฟูลำไส้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลฮอร์โมน และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน:
• **เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง:** เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และพืชตระกูลถั่ว เพื่อเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่ดี
• **เพิ่มโปรไบโอติกและพรีไบโอติก:** ทานอาหารหมักดองตามธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ หรืออาจพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
• **ลดอาหารแปรรูปและน้ำตาล:** อาหารเหล่านี้สามารถทำลายจุลินทรีย์ที่ดีและกระตุ้นการอักเสบในลำไส้
• **จัดการความเครียด:** ฝึกการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือโยคะ เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพลำไส้
• **นอนหลับให้เพียงพอ:** การนอนหลับที่มีคุณภาพช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงลำไส้และฮอร์โมน ทำงานได้อย่างเหมาะสม

จำไว้ว่า ลำไส้ที่แข็งแรงคือรากฐานของสุขภาพที่ดี รวมถึงสมดุลของฮอร์โมนที่สมบูรณ์ พลิกฟื้นลำไส้ของคุณ แล้วคุณจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแน่นอน 💪

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
54
ฟันโยกอย่าปล่อยทิ้ง! เปิดทางเลือกกู้ฟันให้กลับมาแน่นหนา ไม่ต้องถอน
อาการฟันโยกไม่ใช่เรื่องเล็ก 🚨 เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาในช่องปากซึ่งไม่ควรมองข้าม การปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การสูญเสียฟันได้ในที่สุด ฟันจะโยกเมื่อโครงสร้างที่ยึดฟันไว้กับกระดูกขากรรไกรเกิดความเสียหายหรืออ่อนแอลง การเข้าใจสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สาเหตุหลักของอาการฟันโยกมักมาจากโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง (Periodontitis) ซึ่งทำให้กระดูกรองรับฟันละลายตัว หรือเกิดจากแรงบดเคี้ยวที่ผิดปกติ อุบัติเหตุ รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ฟันได้รับแรงกระแทกมากเกินไป

**แนวทางการรักษาฟันโยก มีดังนี้** ✅

• **การขูดหินปูนและเกลารากฟัน**
เป็นวิธีหลักในการรักษาโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของฟันโยก การกำจัดหินปูนและคราบจุลินทรีย์ใต้เหงือกจะช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูสภาพเหงือกและกระดูกได้

• **การรักษาด้วยการผ่าตัดเหงือกและกระดูก**
ในกรณีที่โรคเหงือกอักเสบรุนแรงจนเกิดการละลายของกระดูกมาก อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อทำความสะอาดลึกถึงบริเวณกระดูก หรือทำการปลูกถ่ายกระดูกและเนื้อเยื่อเหงือกเพื่อเพิ่มการยึดเกาะของฟัน

• **การปรับการสบฟัน (Occlusal Adjustment)**
หากฟันโยกจากแรงบดเคี้ยวที่ผิดปกติหรือการสบฟันที่รุนแรง ทันตแพทย์จะทำการปรับแต่งผิวฟันบางส่วน เพื่อให้การสบฟันลงตัวและลดแรงกระแทกที่ไม่เหมาะสมต่อฟัน

• **การใส่เฝือกสบฟัน (Splinting)**
เป็นการยึดฟันที่โยกเข้ากับฟันซี่ข้างเคียงที่แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงและลดการเคลื่อนที่ของฟัน ทำให้ฟันสามารถรับแรงบดเคี้ยวได้ดีขึ้นและช่วยให้เนื้อเยื่อรอบรากฟันมีโอกาสฟื้นตัว

• **การใส่เครื่องมือป้องกันฟันกัด/ฟันบด (Night Guard)**
สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมกัดฟันหรือนอนกัดฟัน การใส่เฝือกสบฟันชนิดถอดได้ขณะนอนหลับจะช่วยลดแรงกระทำต่อฟันและป้องกันฟันโยกได้

• **การถอนฟัน**
ในกรณีที่ฟันโยกรุนแรงมากจนไม่สามารถรักษาได้ หรือมีภาวะการติดเชื้อรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อฟันซี่อื่น ทันตแพทย์อาจพิจารณาถอนฟันซี่นั้นออก แล้วอาจพิจารณาใส่รากฟันเทียม หรือสะพานฟัน เพื่อทดแทนฟันที่เสียไป 🦷

การมีฟันโยกไม่ใช่สัญญาณที่ดี การรีบปรึกษาทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยรักษาสุขภาพช่องปากของคุณให้แข็งแรง และยืดอายุการใช้งานของฟันธรรมชาติไว้ได้นานที่สุด

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
55
กระดูกผู้สูงวัย: แกร่งได้ไม่กลัวพรุน! 5 เคล็ดลับดูแล
กระดูกคือโครงสร้างสำคัญที่ค้ำจุนชีวิตของเรา ยิ่งอายุมากขึ้น การดูแลกระดูกยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะความเสื่อมของกระดูกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เราสามารถชะลอและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ 🦴

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ มวลกระดูกจะลดลง ทำให้กระดูกเปราะบางและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และกระดูกหักง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน การดูแลกระดูกจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแคลเซียมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องขององค์รวมที่ต้องใส่ใจ

แนวทางการดูแลกระดูกในผู้สูงวัย เพื่อให้กระดูกแข็งแรงและมีคุณภาพ:

• โภชนาการที่ครบถ้วนและเหมาะสม: เน้นอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามิน D แคลเซียมพบมากในนม โยเกิร์ต ชีส ผักใบเขียวเข้ม และปลาเล็กปลาน้อย ส่วนวิตามิน D ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม สามารถได้รับจากการตากแดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าหรือเย็น 🥛☀️

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก (Weight-bearing Exercise) เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะ ๆ หรือการยกน้ำหนักเบา ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูกและเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก นอกจากนี้ การฝึกความสมดุล (Balance Training) เช่น ไทชิ โยคะ ยังช่วยลดความเสี่ยงของการล้มซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการกระดูกหัก 🚶‍♂️💪

• ตรวจสุขภาพกระดูกเป็นประจำ: การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Densitometry) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อประเมินสภาพกระดูกและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม 🩺

• หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายกระดูก: การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อความหนาแน่นของมวลกระดูก ควรหลีกเลี่ยงเพื่อรักษาสุขภาพกระดูกที่ดี

การดูแลกระดูกในวัยสูงอายุคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว การมีความรู้ความเข้าใจและลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้สูงวัยทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขในทุกวัน 👴👍

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
56
ไม่ถอนฟันคุด... ระวัง 3 ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง!
"ฟันคุด" คือฟันกรามซี่สุดท้ายที่มักจะขึ้นในช่วงอายุ 17-25 ปี บางครั้งก็สร้างปัญหาให้เรามากกว่าที่คิด ด้วยลักษณะการขึ้นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นไม่เต็มที่, เอียง หรือชนกับฟันซี่ข้างเคียง นี่คือต้นเหตุของความเจ็บปวดและความกังวลหลายอย่าง 💡

ปัญหาที่มักเกิดจากฟันคุด:
• เหงือกอักเสบและติดเชื้อ เนื่องจากเศษอาหารมักไปติดอยู่บริเวณนั้น ทำความสะอาดได้ยาก
• ฟันผุ เพราะทำความสะอาดลำบาก ฟันคุดและฟันซี่ข้างเคียงจึงผุได้ง่าย
• แรงดันที่เกิดจากการขึ้นของฟันคุด อาจส่งผลให้ฟันซี่อื่นเกิดการเคลื่อนตัวหรือเรียงตัวผิดปกติได้
• เกิดถุงน้ำ หรือเนื้องอก ในบางกรณีที่รุนแรง ฟันคุดที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรอาจทำให้เกิดถุงน้ำหรือเนื้องอกขึ้นได้

อาการบ่งชี้ว่าฟันคุดอาจกำลังสร้างปัญหา:
• รู้สึกปวดบริเวณกรามด้านใน หรือมีอาการปวดร้าวไปยังหูหรือลำคอ
• เหงือกบริเวณฟันคุดบวม แดง และมีอาการกดเจ็บ
• อ้าปากได้ไม่สุด หรือเคี้ยวอาหารลำบาก

การจัดการกับฟันคุดที่เหมาะสมมักจะเป็นการถอน หรือผ่าออก โดยทันตแพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งและลักษณะการขึ้นของฟันคุด รวมถึงสุขภาพช่องปากโดยรวม การนำฟันคุดออกอย่างทันท่วงที เป็นการป้องกันปัญหาในอนาคต และรักษาสุขภาพช่องปากให้แข็งแรง 🦷

การปรึกษาทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การละเลยฟันคุดที่สร้างปัญหา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันได้ จึงไม่ควรมองข้ามสัญญาณเตือนเหล่านี้ ⚠️

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
57
อย่ารอช้า! สัญญาณร้ายมะเร็งเต้านมที่คุณตรวจพบได้เอง
การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง: เกราะป้องกันด่านแรกที่ผู้หญิงทุกคนสร้างได้ 🛡️ เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพเต้านม และเป็นก้าวแรกของการเฝ้าระวังโรคมะเร็งเต้านม เราจะมาดูกันว่าวิธีการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และทำไมคุณจึงไม่ควรมองข้ามสิ่งนี้

การเรียนรู้และฝึกฝนการตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้คุณคุ้นเคยกับลักษณะเต้านมปกติของตนเอง เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะสามารถสังเกตและรับรู้ได้เร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที

**ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง**
• **สำหรับผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือน:** ควรตรวจหลังประจำเดือนหมดไปแล้ว 7-10 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่เต้านมนิ่มและคัดตึงน้อยที่สุด
• **สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน:** ควรกำหนดวันใดวันหนึ่งในแต่ละเดือนเป็นวันตรวจประจำ

**ขั้นตอนการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง**

**1. การสังเกตด้วยสายตา (หน้ากระจก) 🧍‍♂️**
• ยืนหน้ากระจก ปล่อยแขนข้างลำตัว สังเกตขนาด รูปร่าง สีผิว และตำแหน่งหัวนม
• ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ สังเกตการเปลี่ยนแปลง
• เท้าสะเอว งอตัวเล็กน้อย สังเกตการบุ๋มของผิวหนังหรือหัวนม

**2. การคลำเต้านม (ท่านอนราบ) 🛌**
• นอนราบ หนุนหมอนใต้ไหล่ข้างที่จะตรวจ ยกแขนข้างนั้นขึ้นเหนือศีรษะ
• ใช้นิ้วมือข้างตรงข้าม 3 นิ้วกลาง (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) คลำวนเป็นวงกลมเบาๆ ให้ทั่วเต้านม ตั้งแต่รักแร้ไปจนถึงกระดูกไหปลาร้า และบริเวณใต้นม โดยใช้แรงกด 3 ระดับ: เบา กลาง และหนัก
• ทำซ้ำกับเต้านมอีกข้าง

**3. การคลำเต้านม (ท่ายืนหรือขณะอาบน้ำ) 🚿**
• ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นเหนือศีรษะ
• ใช้นิ้วมือ 3 นิ้วกลางข้างตรงข้าม คลำเช่นเดียวกับท่านอนราบ

**สิ่งที่ต้องสังเกตและคลำหาความผิดปกติ**
• ก้อนเนื้อหรือการหนาตัวที่ผิดปกติ
• การเปลี่ยนแปลงของขนาดหรือรูปร่างเต้านม
• ผิวหนังเต้านมมีรอยบุ๋ม ย่น หรือเป็นสะเก็ดคล้ายเปลือกส้ม
• มีของเหลวไหลออกจากหัวนมโดยไม่ทราบสาเหตุ
• หัวนมบุ๋มเข้าด้านใน หรือมีผื่นแดงรอบหัวนม
• ความเจ็บปวดเฉพาะจุดที่ไม่หายไป

หากคุณคลำพบความผิดปกติใดๆ อย่าเพิ่งกังวลใจมากเกินไป สิ่งสำคัญคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นเพียงด่านแรกของการเฝ้าระวัง 🧐 แต่ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต การทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการตรวจคัดกรองโดยแพทย์ จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพเต้านมของคุณให้แข็งแรง

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
58
เท้าผิดรูปในเด็ก : สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องจับตา
การสังเกตลักษณะการเดินและรูปทรงเท้าของลูกน้อยเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะสัญญาณเล็กๆ อาจบ่งบอกถึงภาวะ "เท้าผิดรูปในเด็ก" ได้ 👣 ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการการเดิน การทรงตัว และนำไปสู่ปัญหาปวดเมื่อยเรื้อรังเมื่อลูกเติบโตขึ้น

ภาวะเท้าผิดรูปในเด็กไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโครงสร้างและชีวกลศาสตร์ของร่างกาย "การเดินที่ผิดปกติอาจส่งผลเสียต่อข้อเข่า สะโพก และกระดูกสันหลังในระยะยาวได้ "
การทำความเข้าใจสาเหตุและสัญญาณเตือนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

อาการผิดรูปที่พบบ่อยและสัญญาณที่ควรใส่ใจมีดังนี้:
• เท้าแบน (Flat Feet): เมื่อยืนแล้วฝ่าเท้าด้านในแนบพื้นทั้งหมด ไม่มีส่วนโค้งเว้า
• เท้าปุก (Clubfoot): เท้าบิดเข้าด้านในหรือลงล่างอย่างชัดเจน มักพบตั้งแต่แรกเกิด
• เท้าแป (In-toeing/Out-toeing): การเดินที่ปลายเท้าชี้เข้าหากัน หรือชี้ออกไปด้านนอกมากเกินไป
• เดินเซบ่อยๆ หรือล้มง่ายกว่าเด็กวัยเดียวกัน
• รองเท้าสึกไม่เท่ากัน หรือมีรอยสึกที่ผิดปกติ
• ลูกบ่นปวดเท้า ข้อเท้า หรือขา โดยเฉพาะหลังทำกิจกรรมที่ต้องเดินหรือยืนนานๆ

สาเหตุของเท้าผิดรูปอาจมาจากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม ปัญหาโครงสร้างแต่กำเนิด หรือพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ของกระดูกและกล้ามเนื้อ การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และการดูแลที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโครงสร้างกระดูกและข้อต่อในเด็กยังคงมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงได้ การแก้ไขในช่วงวัยนี้มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า

หากคุณพ่อคุณแม่พบสัญญาณเหล่านี้ในลูกน้อย การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ไม่ควรรอช้า 💡 การดูแลที่รวดเร็วและตรงจุดจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางกายภาพที่ดี ลดความเสี่ยงของปัญหาในอนาคต และมีคุณภาพชีวิตที่แข็งแรงในระยะยาว


☎️ สอบถามเพิ่มเติม : ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี
📞 Call Center : 039 319 888 , 1719
📌 นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://doctor.bangkokhospitalchanthaburi.com/alldoctor.php
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
59
เหงือกอักเสบ...ภัยเงียบซ่อนโรคแทรกซ้อนที่คาดไม่ถึง!
อย่ามองข้าม สัญญาณเตือนจากเหงือก อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ 🚨 เรื่องของ 'เหงือกอักเสบ' ไม่ใช่เรื่องเล็กที่ควรละเลย

เหงือกอักเสบ คือภาวะที่เหงือกเกิดการอักเสบ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสะสมของคราบพลัคและหินปูนบริเวณคอฟัน หากปล่อยทิ้งไว้ อาจลุกลามกลายเป็นโรคปริทันต์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อกระดูกที่รองรับฟัน

สังเกตอาการเหล่านี้ หากคุณพบสัญญาณเตือน:
• เหงือกบวม แดง หรือคล้ำขึ้น
• มีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
• เหงือกนุ่ม กดเจ็บ
• มีกลิ่นปากเรื้อรัง

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ มักมาจากสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่ดีพอ การแปรงฟันที่ไม่ทั่วถึง และการไม่ใช้ไหมขัดฟัน ทำให้แบคทีเรียและคราบพลัคก่อตัวสะสม นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ 🚬 โรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดเหงือกอักเสบได้

การป้องกันและรักษาเหงือกอักเสบ ทำได้ง่ายกว่าที่คิด:
• แปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละสองครั้ง
• ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน เพื่อทำความสะอาดซอกฟัน
• พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนอย่างน้อยปีละสองครั้ง 🦷
• งดหรือลดการสูบบุหรี่

การดูแลสุขภาพเหงือก ถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพช่องปากโดยรวม อย่ารอให้ปัญหาลุกลาม ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ฟันอยู่กับเราไปนานๆ

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
60
PCOS & เยื่อบุโพรงมดลูกฯ: ถอดรหัสภัยเงียบ สู่การดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ
สุขภาพของผู้หญิง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบภายในที่ซับซ้อนและมีผลต่อคุณภาพชีวิตในภาพรวมอีกด้วย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จึงเป็นการทำความเข้าใจและจัดการกับทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือสุขภาพของระบบสืบพันธุ์ ซึ่งมีภาวะที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงจำนวนมาก

• ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS): เป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่ส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ อาการมักแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เช่น ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก หรือมีปัญหาเรื่องผิวพรรณ

• ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่: เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตภายนอกมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือน และอาจเป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

การตระหนักรู้และทำความเข้าใจภาวะเหล่านี้ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเครียด การพักผ่อน และโภชนาการที่เหมาะสม จึงเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน 💡 การให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง ทำให้พวกเธอสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี ตรวจสอบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และแสวงหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน 💖

สอบถามเพิ่มเติม
📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719
📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule
🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
แสดง 51 - 60 จาก 103 รายการ
1 ... 4 5 6 7 8 ... 11