|
61
|
รอยยิ้มนี้มีที่มา! เผยเคล็ดลับดูแลใจสู้มะเร็งเต้านมฉบับสาววัย 35
|
รอยยิ้มที่สดใสและริบบิ้นสีชมพูบนหน้าอก เป็นสัญลักษณ์ที่เตือนใจเราถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและชัยชนะที่มาจากความตระหนักรู้ 🎗️ สุขภาพที่ดีคือรากฐานของความสุขและความสำเร็จในชีวิต และการเรียนรู้ที่จะสังเกตและปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงคือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ
เรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ควรมองข้าม การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือกุญแจสำคัญที่เพิ่มโอกาสในการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก ผู้หญิงทุกคนควรตระหนักถึงสัญญาณที่ร่างกายอาจกำลังส่งมา และไม่ควรรอให้เกิดอาการที่ชัดเจน
สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อปกป้องตัวเอง: • การคลำเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ เพื่อทำความคุ้นเคยกับลักษณะปกติของร่างกาย • การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ขนาด สีผิว หรือลักษณะหัวนมที่ผิดไปจากเดิม • การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมหรือมีประวัติครอบครัว
การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อชีวิตที่เราต้องการ 💪 จงเป็นผู้รับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง และจงกล้าที่จะแสวงหาข้อมูลและความช่วยเหลือเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ❤️
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
62
|
ปิ้งย่าง ไส้กรอก แอลกอฮอล์ สารเคมี: เปิดโปงภัยร้ายในจานโปรด เสี่ยงมะเร็ง ตับพัง!
|
เห็นภาพนี้แล้วหลายคนอาจจะนึกถึงมื้อพิเศษที่แสนอร่อย 🤤 แต่ในความเพลิดเพลินนั้น อาหารเหล่านี้กลับแฝงความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เราควรใส่ใจเป็นพิเศษ
อาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์ปิ้งย่างอย่างไส้กรอก แฮม เบคอน และเนื้อย่างบนเตาถ่าน แม้จะเย้ายวนใจ แต่การบริโภคมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด นอกจากนี้ การปิ้งย่างที่ไหม้เกรียมยังก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกายในระยะยาว
สำหรับของทอดอย่างมันฝรั่งทอดและเฟรนช์ฟรายส์ที่กรอบอร่อย มักมีไขมันทรานส์และโซเดียมสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจนนำไปสู่โรคอ้วนและเบาหวานได้
แม้แต่ผักที่ควรมีประโยชน์ หากปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารตกค้างเหล่านี้สามารถสะสมในร่างกายและส่งผลเสียต่อระบบต่าง ๆ ได้ในระยะยาว ดังนั้น การเลือกผักที่สะอาด ปลอดภัย และล้างอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม
และสุดท้าย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มในปริมาณมากเป็นประจำไม่เพียงส่งผลเสียต่อตับโดยตรง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่น ๆ อีกด้วย
การรับประทานอาหารเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิต แต่การเลือกบริโภคอย่างฉลาด คือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว การปรับสมดุลและใส่ใจในคุณภาพของอาหารที่เราเลือก จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และปราศจากโรคภัย ⚖️ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่จานอาหารของเรา
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
63
|
เปิดโปง 5 สารเคมีในอาหาร: ยิ่งกินบ่อย ยิ่งเร่งมะเร็งลำไส้!
|
ในยุคที่อาหารแปรรูปและปรุงแต่งหาซื้อง่ายดาย หลายคนอาจมองข้ามความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในจานอาหารของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีบางชนิดที่หากบริโภคบ่อยครั้ง อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ⚠️ วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึก 5 สารเคมีที่เราควรรู้และเฝ้าระวัง
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นภัยเงียบที่มักเกิดจากการสะสมพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม การทำความเข้าใจส่วนประกอบในอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อปกป้องสุขภาพในระยะยาว
• **ไนไตรต์และไนเตรต (Nitrites & Nitrates)** สารเหล่านี้มักพบในเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และเนื้อรมควัน พวกมันถูกใช้เป็นสารกันบูดและช่วยคงสีสันให้น่ารับประทาน เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ไนไตรต์สามารถเปลี่ยนเป็นสารประกอบไนโตรซามีน ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่
• **สารเคมีจากอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม (HCAs & PAHs)** การปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงจัด โดยเฉพาะการปิ้ง ย่าง หรือทอดเนื้อสัตว์จนไหม้เกรียม สามารถก่อให้เกิดสาร Heterocyclic Amines (HCAs) และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) สารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็งที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหารและลำไส้
• **ไขมันทรานส์ (Trans Fats)** พบมากในอาหารแปรรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว และอาหารทอด ซึ่งผลิตโดยกระบวนการเติมไฮโดรเจน แม้จะรู้จักกันดีในเรื่องผลกระทบต่อโรคหัวใจ แต่การบริโภคไขมันทรานส์ยังเชื่อมโยงกับการเพิ่มการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมการเกิดมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่
• **น้ำเชื่อมฟรักโทสสูง (High Fructose Corn Syrup - HFCS)** เป็นสารให้ความหวานที่พบได้บ่อยในเครื่องดื่ม ขนมหวาน และอาหารแปรรูปหลายชนิด การบริโภค HFCS ในปริมาณมากสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการพัฒนามะเร็งลำไส้ใหญ่
• **สีผสมอาหารและสารกันบูดสังเคราะห์บางชนิด (Certain Artificial Colors & Preservatives)** สารเติมแต่งเหล่านี้ถูกใช้เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและยืดอายุอาหาร แม้จะมีการอนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่กำหนด แต่การบริโภคอย่างต่อเนื่องและสะสมในระยะยาว สารบางชนิด เช่น สารกันบูดเบนโซเอต (Benzoates) หรือสีบางประเภท ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว
เพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดีและลดความเสี่ยงมะเร็ง การเลือกบริโภคอาหารสดใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียด และลดการปิ้งย่างจนไหม้เกรียม จึงเป็นแนวทางสำคัญที่เราทุกคนควรใส่ใจ การลงทุนกับสุขภาพในวันนี้ คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยมสำหรับอนาคต 🍏
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://doctor.bangkokhospitalchanthaburi.com/alldoctor.php 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
64
|
พลิกโฉมการรักษาไวรัสตับอักเสบ B: 'Immune-tolerant' ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด!
|
ปลดล็อกความจริง: เมื่อไวรัสตับอักเสบ B ในระยะสงบอาจไม่สงบอย่างที่คิด 🔬
ในอดีต ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ B ในระยะที่เรียกว่า 'immune-tolerant' หรือระยะที่ร่างกายยอมรับเชื้อ มักถูกมองว่าไม่จำเป็นต้องรีบรักษาด้วยยาต้านไวรัส เพราะเชื่อว่าตับไม่มีการอักเสบที่รุนแรงแฝงอยู่ อย่างไรก็ตาม การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังท้าทายแนวคิดนี้
การศึกษาใหม่เผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยอาจมีกระบวนการอักเสบของตับเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายของตับในระยะยาว เช่น ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ หากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม
สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ ในผู้ป่วยระยะ 'immune-tolerant' บางราย การตัดสินใจรักษาที่เร็วขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อ: • หยุดยั้งกระบวนการอักเสบที่อาจเกิดขึ้น • ลดความเสี่ยงในการดำเนินไปสู่โรคตับที่รุนแรงขึ้น • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
นี่คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญในการบริหารจัดการโรคตับอักเสบ B 💡 ที่ไม่เพียงแต่ให้ความหวัง แต่ยังเสนอแนวทางที่รอบคอบมากขึ้นในการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงในอนาคต 🛡️ การทำความเข้าใจและนำแนวทางใหม่นี้ไปปฏิบัติ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลลัพธ์การรักษาให้ดียิ่งขึ้น 📈
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
65
|
โยเกิร์ตช่วยพิชิตโรคนอนไม่หลับ? เปิดความลับลำไส้-สมองที่คาดไม่ถึง!
|
อาการนอนไม่หลับสร้างความท้าทายให้ชีวิตประจำวันของหลายคน แต่ความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และสมองอาจเป็นคำตอบที่เรามองข้ามไป 🧠 การทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การนอนหลับที่ดีขึ้น
การบริโภคโยเกิร์ต ไม่ได้มีดีแค่ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งโปรไบโอติกที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiota) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของเรา 🦠 นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบว่าจุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทมากกว่าที่เราคิด
จากการศึกษาล่าสุดพบความเชื่อมโยงเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้กับภาวะนอนไม่หลับ นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสุขภาพลำไส้ของเราอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับได้โดยตรง 💤 การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าลำไส้ของเราอาจเป็น "สมองที่สอง" ที่มีอิทธิพลต่อวงจรการนอนหลับ-ตื่นของเราอย่างลึกซึ้ง
แม้จะเป็นการค้นพบเบื้องต้น แต่ก็เปิดประเด็นการวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างลำไส้และสมอง (gut-brain axis) การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้อย่างลึกซึ้งอาจนำไปสู่แนวทางการจัดการโรคนอนไม่หลับแบบใหม่ในอนาคต
ดังนั้น การดูแลสุขภาพลำไส้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะโยเกิร์ต อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่คุณสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองเพื่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นได้ในวันนี้ การลงทุนกับสุขภาพลำไส้อาจเป็นการลงทุนเพื่อการนอนหลับที่คุ้มค่า
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
66
|
ผู้สูงวัยระวัง! 'ข้อไหล่ติด' ปัญหายอดฮิตที่แก้ได้ไม่ต้องทนปวด
|
อย่ามองข้ามอาการปวดไหล่เรื้อรังในผู้สูงอายุ นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะ “ข้อไหล่ติด” ที่กำลังจำกัดการใช้ชีวิตประจำวันของคนที่คุณรัก 👵🏼👴🏽
ภาวะข้อไหล่ติด หรือ Frozen Shoulder คือภาวะที่พังผืดบริเวณข้อไหล่เกิดการอักเสบ หนาตัว และยึดเกาะ ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ถูกจำกัด และมีอาการปวด ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุเนื่องจากความเสื่อมตามวัย การใช้งานซ้ำๆ หรือการขาดการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม
อาการที่สังเกตได้: • รู้สึกปวดและตึงบริเวณหัวไหล่ • เคลื่อนไหวหัวไหล่ได้น้อยลง โดยเฉพาะการยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ หรือหมุนแขนไปด้านหลัง • ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง เช่น การหวีผม การใส่เสื้อผ้า หรือการเอื้อมหยิบของ • มีอาการปวดมากขึ้นในเวลากลางคืน หรือเมื่อมีการเคลื่อนไหวผิดท่า
แนวทางการดูแลและป้องกัน: • **การบริหารยืดเหยียด:** ทำท่าบริหารยืดเหยียดข้อไหล่อย่างสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของข้อ • **การประคบอุ่น/เย็น:** ใช้ประคบเพื่อลดอาการปวดและลดการอักเสบ • **การปรับเปลี่ยนกิจวัตร:** หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง และปรับท่าทางการทำกิจกรรมต่างๆ • **การพบแพทย์:** หากอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เช่น การทำกายภาพบำบัด การใช้ยา หรือบางรายอาจจำเป็นต้องฉีดยา
การทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับการดูแลข้อไหล่ในผู้สูงอายุ จะช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระและมีคุณภาพที่ดีขึ้น การดูแลอย่างถูกวิธีคือกุญแจสำคัญในการรักษาความคล่องตัวของร่างกายเอาไว้ 🦾
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://doctor.bangkokhospitalchanthaburi.com/alldoctor.php 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
67
|
หยุดภัยเงียบ! สร้างภูมิคุ้มกันชีวิตให้ห่างไกลโรคหลอดเลือดสมอง
|
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรค ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพอย่างรุนแรง และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ในพริบตา การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรให้ความใส่ใจเพื่อลดความเสี่ยง
นี่คือแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคหลอดเลือดสมอง:
• ควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ: ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ควรตรวจเช็กและควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเสมอ 🩺
• จัดการระดับน้ำตาลในเลือด: สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่หลอดเลือดได้
• ลดไขมันในเลือด: ระดับคอเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะไขมันเลว (LDL) สามารถสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย
• รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม: ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นสิ่งจำเป็น
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ลดความดันโลหิต และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี 🏃♂️
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และลดการบริโภคอาหารเค็มจัด หวานจัด หรือไขมันสูง เพื่อสุขภาพหลอดเลือดที่แข็งแรง 🥦
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์: บุหรี่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง
• ตรวจสุขภาพประจำปี: การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้ตรวจพบปัจจัยเสี่ยงและความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถแก้ไขและป้องกันได้ทันท่วงที 💖
การดูแลสุขภาพตัวเองอย่างรอบด้าน คือการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อชีวิตที่มีคุณภาพและห่างไกลจากโรคร้ายแรง การลงมือทำตั้งแต่วันนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ จงให้ความสำคัญกับการป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
68
|
ฟันคุดไม่ผ่า: อันตรายซ่อนเร้นที่ไม่ควรมองข้าม
|
🦷 ฟันคุด (Wisdom Teeth): ปัญหาที่หลายคนเคยเจอและมักสร้างความกังวล
ฟันคุดคือฟันกรามซี่สุดท้ายที่ขึ้นมาในช่วงอายุ 17-25 ปี โดยมักจะสร้างปัญหาเนื่องจากพื้นที่ในช่องปากไม่เพียงพอ ทำให้ฟันขึ้นได้ไม่เต็มที่หรืออยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ
สาเหตุหลักของปัญหาฟันคุด: • **การขึ้นที่ผิดปกติ:** ฟันอาจขึ้นเอียง ชนกับฟันซี่ข้างเคียง หรือขึ้นไม่พ้นเหงือก ทำให้เกิดการอักเสบและอาการปวด • **การติดเชื้อ:** ฟันคุดที่ขึ้นไม่เต็มที่มักมีเศษอาหารติดค้างง่าย ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย นำไปสู่เหงือกอักเสบ หรือการติดเชื้อในช่องปาก • **ผลกระทบต่อฟันซี่ข้างเคียง:** ฟันคุดที่ขึ้นเอียงสามารถดันหรือสร้างความเสียหายต่อรากฟันซี่ที่อยู่ติดกัน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงให้ฟันซี่ข้างเคียงผุได้ง่ายขึ้น
การถอนฟันคุดมักถูกแนะนำเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปวด บวม เหงือกอักเสบ หรือเมื่อทันตแพทย์พิจารณาแล้วว่ามีแนวโน้มจะเกิดปัญหาในอนาคต หากปล่อยทิ้งไว้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ฟันผุลุกลาม การเกิดถุงน้ำ (Cyst) หรือเนื้องอกในกระดูกขากรรไกร
การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอและการเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการกับปัญหาฟันคุดได้อย่างทันท่วงที การปรึกษาทันตแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันปัญหาและรักษาสุขภาพช่องปากให้แข็งแรงในระยะยาว
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
69
|
หยุดโทษปาก! ไขรหัส 'อ้วนลงพุง' เมื่อฮอร์โมนกำลังเล่นตลกกับร่างกายคุณ
|
พุงที่ยื่นออกมา อาจไม่ใช่แค่เรื่องของแคลอรี่ที่เกิน แต่ซ่อนกลไกซับซ้อนของฮอร์โมนเอาไว้ 😮
หลายคนเข้าใจว่าไขมันหน้าท้องเกิดจากการกินเยอะอย่างเดียว ซึ่งเป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยด้านฮอร์โมนก็มีอิทธิพลอย่างมาก ที่ทำให้เราอ้วนลงพุงได้ง่ายขึ้น หรือลดพุงได้ยากขึ้น
ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง ได้แก่
• **คอร์ติซอล (Cortisol):** ฮอร์โมนความเครียดตัวร้าย หากมีระดับสูงเรื้อรัง จะกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากขึ้น • **อินซูลิน (Insulin):** เมื่อร่างกายดื้อต่ออินซูลินจากการกินน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ร่างกายจะยิ่งผลิตอินซูลินมากขึ้น ส่งผลให้เก็บไขมันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรอบเอว • **ฮอร์โมนเพศ (Estrogen & Testosterone):** เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชายที่ลดลง ก็มีส่วนทำให้ไขมันสะสมที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นได้ • **ไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid Hormones):** หากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เมตาบอลิซึมจะช้าลง ทำให้เผาผลาญได้น้อยลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีไขมันสะสม
การจัดการไขมันหน้าท้องจึงไม่ใช่แค่การควบคุมอาหาร แต่ยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ที่ส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนด้วย เช่น การจัดการความเครียด การนอนหลับให้เพียงพอ และการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการรักษาสมดุลฮอร์โมน
การทำความเข้าใจกลไกของฮอร์โมน จะช่วยให้เราเข้าถึงต้นตอของปัญหาอ้วนลงพุง และวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนมากขึ้น 👍
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|
|
70
|
นอนดึกแค่ไหนถึงอ้วน? เผยฮอร์โมนตัวร้ายทำลายหุ่นที่คุณไม่รู้ตัว
|
หลายคนอาจคิดว่าการนอนดึกเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน 😴 แต่คุณรู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณน้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเรานอนหลับไม่เพียงพอ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนหลายชนิด ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกหิว ความอิ่ม การเผาผลาญ และการสะสมไขมันโดยตรง ⚖️ ฮอร์โมนสำคัญที่ได้รับผลกระทบมีดังนี้:
• **เลปติน (Leptin):** ฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่ม เมื่ออดนอน ระดับเลปตินจะลดลง ทำให้ร่างกายไม่รู้สึกอิ่มแม้จะกินอาหารเข้าไปแล้ว ส่งผลให้กินเยอะเกินความจำเป็น 📉 • **เกรลิน (Ghrelin):** ฮอร์โมนกระตุ้นความหิว เมื่ออดนอน ระดับเกรลินจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้รู้สึกหิวบ่อยขึ้น โดยเฉพาะความอยากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมัน 📈 • **คอร์ติซอล (Cortisol):** ฮอร์โมนความเครียด การนอนดึกหรือนอนน้อยจะเพิ่มระดับคอร์ติซอล ทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพร้อมเก็บสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง 🔥 • **โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone):** ฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเผาผลาญไขมันและสร้างกล้ามเนื้อ การนอนไม่พอจะยับยั้งการหลั่งโกรทฮอร์โมน ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ง่าย 🏃♂️ • **ความไวของอินซูลิน (Insulin Sensitivity):** การอดนอนทำให้เซลล์ร่างกายดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น ร่างกายจึงต้องผลิตอินซูลินออกมาในปริมาณที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสะสมไขมันและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ⚠️
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเหล่านี้ทำงานร่วมกัน ทำให้ร่างกายของคุณอยู่ในภาวะที่พร้อมจะสะสมไขมันมากขึ้น รู้สึกหิวตลอดเวลา และมีระบบเผาผลาญที่แย่ลง แม้คุณจะควบคุมอาหารและออกกำลังกายบ้าง แต่หากการนอนยังไม่เพียงพอ น้ำหนักก็อาจไม่ลดลง หรือเพิ่มขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพและเพียงพออย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อคืน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพโดยรวม แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลของฮอร์โมนและควบคุมน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย ✅ การนอนหลับที่ดีคือรากฐานของสุขภาพที่ดีและการมีน้ำหนักที่เหมาะสม
สอบถามเพิ่มเติม 📞 Call Center : 039 319 888 🚨 ฉุกเฉิน 1719 📌นัดหมายแพทย์เฉพาะทาง online คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/doctor-schedule 🛒 ช้อปออนไลน์คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop
กดเพื่อดูเพิ่มเติม
|
|
|